โอนเงินไปต่างประเทศทางธนาคารต้องทำยังไง ใช้อะไรบ้าง

เคยมีปัญหาอยากโอนเงินไปต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงบ้างไหม? บางทีก็กลัวว่าจะยุ่งยาก กลัวค่าธรรมเนียมแพง หรือแม้แต่กลัวว่าเงินจะไปไม่ถึงปลายทาง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด ถ้าเรารู้ขั้นตอนและเตรียมเอกสารให้พร้อม การโอนเงินก็เหมือนเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ มาดูวิธีกันดีกว่าว่าต้องทำยังไงบ้าง และควรเตรียมอะไรไว้บ้าง เพื่อให้การโอนเงินของคุณราบรื่นและปลอดภัย

เตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนโอนเงิน

รูป 1 เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับโอนเงินไปต่างประเทศทางธนาคาร มี 4 เอกสารหลักๆ เช่น บัตรประชาชนหรือ
หนังสือเดินทาง, ข้อมูลผู้รับเงิน และ Swift code เป็นต้น

อยากให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นใช่ไหม? สิ่งแรกที่ต้องทำคือเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ไม่งั้นไปถึงธนาคารแล้วต้องกลับมาเอาเอกสารเพิ่ม เสียเวลาเปล่าๆ มาเช็กกันหน่อยว่าคุณต้องเตรียมอะไรบ้าง

เอกสารที่ต้องใช้

  • บัตรประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง : แน่นอนว่าต้องมีเพื่อยืนยันตัวตน
  • ข้อมูลผู้รับเงิน : ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และธนาคารที่ผู้รับใช้ รวมถึงเลขบัญชี
  • SWIFT Code : รหัสที่ใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศ (ดูรหัส SWIFT ของธนาคารต่างๆ ได้ที่ KBank)
  • IBAN (ถ้ามี) : ถ้าปลายทางเป็นยุโรป ส่วนใหญ่ต้องใช้ IBAN ด้วย

เคล็ดลับ : ข้อมูลทุกอย่างต้องถูกต้องเป๊ะๆ อย่ามีผิดแม้แต่นิดเดียว เพราะถ้าผิด เงินอาจไปไม่ถึงปลายทาง หรือใช้เวลานานกว่าปกติ

ตัวอย่าง SWIFT Code ของธนาคารดังในไทย :

  • ธนาคารกสิกรไทย: KASITHBK
  • ธนาคารไทยพาณิชย์: SICOTHBK
  • ธนาคารกรุงไทย: KRTHTHBK

เลือกวิธีการโอนเงินที่สะดวกสำหรับคุณ

รูป 2 เลือกวิธีการโอนเงินที่สะดวก มี 2 วิธี คือโอนที่สาขาธนาคาร และโอนผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร

การโอนเงินไปต่างประเทศในยุคนี้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะคุณสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความสะดวกของตัวเองได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ชอบความเป็นทางการ ต้องการความมั่นใจจากเจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือเป็นสายเทคโนโลยีที่ชอบจัดการทุกอย่างผ่านมือถือ ลองมาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง พร้อมข้อดีข้อเสียของแต่ละช่องทาง เพื่อให้คุณเลือกได้อย่างเหมาะสมที่สุด

วิธีที่ 1 : โอนที่สาขาธนาคาร

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเจอหน้าเจ้าหน้าที่ รู้สึกอุ่นใจเมื่อมีคนช่วยตรวจสอบทุกขั้นตอน การไปโอนเงินที่สาขาธนาคารอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพียงแค่เตรียมเอกสารให้พร้อม เช่น บัตรประชาชน ข้อมูลผู้รับเงิน และ SWIFT Code จากนั้นไปที่สาขาธนาคารที่คุณสะดวก แล้วแจ้งความประสงค์ในการโอนเงิน เจ้าหน้าที่จะช่วยคุณตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ต้องกังวลเรื่องกรอกข้อมูลผิดหรือเอกสารไม่ครบเลย

ข้อดีของการโอนที่สาขาธนาคาร

  • มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือทุกขั้นตอน
  • มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่กรอกถูกต้องและครบถ้วน
  • สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที เช่น เรื่องค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อเสียของการโอนที่สาขาธนาคาร

  • ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่สาขา
  • หากไปในช่วงที่คนเยอะ อาจต้องรอคิวนาน
  • จำกัดเวลาให้บริการเฉพาะเวลาทำการของธนาคาร

เคล็ดลับ : หากเลือกโอนที่สาขา แนะนำให้ไปช่วงเช้าหรือเวลาที่คนน้อย จะช่วยลดเวลารอคิวได้ และอย่าลืมเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อความรวดเร็ว

วิธีที่ 2 : โอนผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร

สำหรับคนที่ชอบความสะดวก รวดเร็ว และไม่อยากเสียเวลาเดินทาง การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากๆ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ตอนเดินทาง คุณก็สามารถโอนเงินไปต่างประเทศได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส แอปพลิเคชันยอดนิยมที่รองรับการโอนเงินต่างประเทศในไทย เช่น K PLUS จากกสิกรไทย, SCB Easy จากไทยพาณิชย์ และ Krungthai NEXT จากกรุงไทย เป็นต้น

ข้อดีของการโอนผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร

  • ทำได้ทุกที่ทุกเวลา : ไม่จำกัดเวลาทำการ คุณสามารถโอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง : ประหยัดเวลาที่ต้องไปธนาคาร
  • ตรวจสอบสถานการณ์โอนได้ง่าย : สามารถติดตามสถานะการโอนเงินได้ในแอป

ข้อเสียของการโอนผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร

  • ต้องมั่นใจว่ากรอกข้อมูลถูกต้อง 100% : หากกรอกข้อมูลผิด เช่น เลขบัญชีหรือ SWIFT Code เงินอาจไปไม่ถึงปลายทาง
  • ต้องมีอินเทอร์เน็ต : การโอนผ่านแอปจำเป็นต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และบางครั้งระบบอาจล่มหรือเกิดความล่าช้า

เคล็ดลับ : ก่อนทำการโอนเงินผ่านแอป ตรวจสอบข้อมูลผู้รับเงินให้ถูกต้องทุกครั้ง และควรบันทึกสลิปการโอนไว้เป็นหลักฐานเผื่อมีปัญหาในภายหลัง

ค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างประเทศเท่าไหร่?

รูป 3 ค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างประเทศ ส่วนมากจะเจอค่าธรรมเนียมธนาคารต้น, ค่าธรรมเนียมธนาคารปลายทาง และค่าธรรมเนียมเครือข่าย Swift

การโอนเงินไปต่างประเทศต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างกันไปตามธนาคารและช่องทางที่คุณเลือก ดังนั้นควรรู้ล่วงหน้าว่าต้องเสียอะไรบ้าง จะได้เตรียมงบประมาณถูก

ค่าธรรมเนียมที่พบบ่อย 

  • ค่าธรรมเนียมธนาคารต้นทาง : คิดเป็นจำนวนคงที่ หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดเงิน
  • ค่าธรรมเนียมธนาคารปลายทาง : บางธนาคารปลายทางอาจหักค่าบริการจากยอดเงินที่ผู้รับได้รับ
  • ค่าธรรมเนียมเครือข่าย SWIFT : ใช้บริการโอนเงินผ่านเครือข่าย SWIFT จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ตัวอย่างค่าธรรมเนียมจากธนาคารต่างๆ :

  • กสิกรไทย: 250 บาทต่อรายการ + ค่าธรรมเนียม Charge OUR อีก 950 บาท (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KBank)
  • SCB : 200-400 บาทต่อรายการ (ดูรายละเอียดที่ SCB)

การโอนเงินใช้เวลานานแค่ไหน?

หลายคนสงสัยว่าการโอนเงินไปต่างประเทศใช้เวลานานไหม คำตอบคือขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ประเทศปลายทาง ระบบธนาคาร และเวลาทำการ เป็นต้น

ระยะเวลาในการโอนเงินโดยทั่วไป

  • 1-5 วันทำการ : สำหรับการโอนเงินส่วนใหญ่
  • ถ้าโอนในวันหยุด : การโอนอาจล่าช้าออกไป

เคล็ดลับ : ถ้าอยากให้เงินถึงเร็ว แนะนำให้โอนในวันและเวลาทำการของธนาคาร และเลือกโอนแบบ Charge OUR เพื่อให้เงินถึงปลายทางแบบเต็มจำนวน

เคล็ดลับโอนเงินให้ปลอดภัย ไม่มีสะดุด

อยากโอนเงินแบบสบายใจ ไม่มีปัญหา ต้องทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

  • เช็กข้อมูลผู้รับเงินให้ถูกต้อง : ชื่อ เลขบัญชี และ SWIFT Code ต้องเป๊ะ
  • ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนก่อนโอน : อัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อจำนวนเงินที่ผู้รับได้รับ
  • เก็บหลักฐานการโอนเงิน : เก็บใบเสร็จหรือสลิปการโอนเงินไว้ เผื่อมีปัญหาจะได้มีหลักฐาน

บทสรุป

การโอนเงินไปต่างประเทศไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่เตรียมเอกสารให้ครบ เช่น บัตรประชาชน ข้อมูลผู้รับเงิน SWIFT Code หรือ IBAN จากนั้นเลือกวิธีโอนที่สะดวก จะไปธนาคารก็มั่นใจ มีเจ้าหน้าที่ช่วยทุกขั้นตอน แต่ถ้าอยากโอนชิลๆ จากที่บ้าน ก็ใช้แอปธนาคารได้เลย เร็วและง่าย อย่าลืมเช็กค่าธรรมเนียมและข้อมูลให้เป๊ะนะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาตามแก้ทีหลัง ถ้าทำตามขั้นตอนครบ เงินถึงปลายทางชัวร์ๆ แบบไม่มีสะดุดเลย

อ้างอิง